Share

Website_Be-Aware-of-Diabetes-02.png

     เมื่อพูดถึง "โรคเบาหวาน" หลายคนอาจนึกถึงการงดของหวานหรือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ความจริงแล้ว โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อหลายระบบในร่างกาย และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยสิ่งสำคัญคือโรคเบาหวานในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองกำลังมีความเสี่ยงหรือเป็นโรคอยู่

โรคเบาหวานคืออะไร

     โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ช่วยนำน้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน เมื่อการทำงานของอินซูลินผิดปกติ น้ำตาลจึงสะสมอยู่ในเลือดมากขึ้น และส่งผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ ในระยะยาว

ใครบ้างที่มีความเสี่ยง

แม้โรคเบาหวานจะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่
     • ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
     • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน
     • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วนลงพุง
     • ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย
     • ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือไขมันในเลือดสูง
     • ผู้ที่รับประทานอาหารหวาน อาหารแปรรูป หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นประจำ
     • ผู้ที่มีความเครียดสะสมหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคเบาหวานเสมอไป แต่เป็นสัญญาณที่ควรหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

อาการที่ควรสังเกต

แม้ผู้ป่วยจำนวนมากจะไม่มีอาการในระยะแรก แต่บางรายอาจมีอาการดังต่อไปนี้
     • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะช่วงกลางคืน
     • กระหายน้ำบ่อยกว่าปกติ
     • หิวบ่อย รับประทานอาหารมากขึ้น
     • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
     • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
     • มองเห็นไม่ชัด หรือสายตาพร่ามัว
     • แผลหายช้ากว่าปกติ
     • มีอาการชาหรือปวดปลายมือปลายเท้า
หากพบอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม

ทำไมโรคเบาหวานจึงไม่ควรมองข้าม

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อหลอดเลือดและอวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น
     • โรคหัวใจและหลอดเลือด
ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนทั่วไป
     • โรคไตเรื้อรัง
เบาหวานเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะไตเสื่อมและไตวายเรื้อรัง
     • ปัญหาทางสายตา
ระดับน้ำตาลที่สูงเป็นเวลานานอาจทำให้จอประสาทตาเสื่อม และเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น
     • ภาวะเส้นประสาทเสื่อม
อาจทำให้เกิดอาการชา ปวดแสบปวดร้อน หรือสูญเสียความรู้สึกบริเวณมือและเท้า
     • แผลเรื้อรังที่เท้า
การไหลเวียนเลือดที่ผิดปกติร่วมกับภาวะเส้นประสาทเสื่อม อาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อและหายได้ยาก

ป้องกันโรคเบาหวานได้อย่างไร

แม้ปัจจัยบางอย่าง เช่น อายุหรือพันธุกรรม จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
     ✓ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และลดอาหารหวาน
     ✓ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
     ✓ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
     ✓ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
     ✓ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
     ✓ งดสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์
     ✓ ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

การตรวจคัดกรอง...ก้าวแรกของการดูแลสุขภาพ

     เนื่องจากโรคเบาหวานอาจไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น การตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีสำคัญที่ช่วยให้ทราบความเสี่ยงและค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ การรู้สถานะสุขภาพของตนเองตั้งแต่วันนี้ ไม่เพียงช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต แต่ยังเปิดโอกาสให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

สรุป

     โรคเบาหวานเป็นโรคที่พบได้บ่อยและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง แม้ในระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว "อย่ารอให้โรคส่งสัญญาณเตือน" เพราะการใส่ใจสุขภาพ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงในทุกช่วงวัย

Brochure_แพ็กเกจคัดกรองโรคเบาหวาน.png